- เจ้าภาพบริจาครายเดือน
- เจ้าภาพถาวรเจติยวิหาร
- เจ้าภาพอุโบสถการเปรียญ
- เจ้าภาพรถตู้ Venture
- เจ้าภาพรถกระบะ Vego
- เจ้าภาพพิมพ์หนังสือ ปี 2553
- เจ้าภาพเสาอุโบสถการเปรียญ
- เจ้าภาพกุฏี-กุฏิกรรมฐาน
- เจ้าภาพเครื่องกรองน้ำ-ห้องสมุด
- เจ้าภาพหลักวิสุงคามสีมา
- เจ้าภาพประตูหน้าต่างอุโบสถศาลา (ชั้นล่าง)
- เจ้าภาพลูกนิมิต ๑ ชุด/อ่างอุ่นอาหาร ๑ ชุด









![]() | วันนี้ | 855 |
![]() | วานนี้ | 1116 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 3080 |
![]() | สัปดาห์ที่แล้ว | 8146 |
![]() | เดือนนี้ | 8107 |
![]() | เดือนที่แล้ว | 25938 |
![]() | ทั้งหมด | 321416 |
ไอพีของคุณ: 38.107.191.106
,
วันนี้: ก.ย. 07, 2010
สติปัฏฐาน ๔
หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สมบูรณ์ที่สุด มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหาสติปัฏฐานสูตร การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นหนทางเดียว (เอกายนมรรค) ที่ทำให้จิตบริสุทธิ์หมดจด ทำให้พ้นจากทุกข์และบรรลุมรรคผล นิพพาน
สติปัฏฐาน ๔ ได้ชื่อว่าเป็นเอกายนมรรคหรือทางสายเอก เพราะ
๑. เป็นทางที่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นทรงค้นพบ เว้นจากการอุบัติของพระพุทธเจ้าแล้ว จะไม่มีการสอนตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ในโลก
๒. เป็นวิถีทางปฏิบัติที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่นๆ
๓. เป็นทางที่จะต้องไปคนเดียว คือต้องไปด้วยตนเองอย่างเดียว แม้พระพุทธเจ้าก็เป็นแต่เพียงผู้บอกทางให้เท่านั้น
๔. เป็นทางสายเดียว ไม่มีสองแพร่ง ผู้ดำเนินตามทางนี้เท่านั้น จึงจะพ้นจากสังสารวัฏ
๕. เป็นทางที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งเดียว คือ พระนิพพาน
กล่าวโดยสรุป สติปัฏฐาน ๔ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้จิตบริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์ และบรรลุมรรคผล นิพพาน ไม่มีหนทางอื่นอีกเลย นอกจากการปฏิบัติตามหลักการในสติปัฏฐาน ๔ นี้เท่านั้น
คำสอนของพระพุทธเจ้าแม้จะมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อย่อลงมาแล้ว ก็คือสอนเพื่อปฏิบัติมุ่งชำระจิตให้บริสุทธิ์นั่นเอง
วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าได้ตรัสวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ไว้ ๕ ประการ คือ
๑. เพื่อความบริสุทธิ์ของจิต
๒. เพื่อกำจัดความเศร้าโศกเสียใจพิไรรำพัน
๓. เพื่อกำจัดความทุกข์กายทุกข์ใจ
๔. เพื่อเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง
๕. เพื่อความดับทุกข์ คือพระนิพพาน
ความหมายของสติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน แปลว่า ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ หรือ ธรรมที่เป็นบ่อเกิดของสติ ในทางปฏิบัติแล้ว มีวิธีการปฏิบัติ ๔ วิธีด้วยกัน คือ การใช้สติตามพิจารณาดูกาย เวทนา จิต และธรรม หรือย่นย่อให้สั้นลง คือการตามพิจารณาดูเพื่อให้เห็นความเกิดดับของรูปนาม มีวิธีการปฏิบัติโดยย่อดังนี้
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ การใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางกาย หรือรูปขันธ์ เช่น การเดิน นั่ง นอน การกำหนดลมหายใจเข้าออก การกำหนดอิริยาบถย่อย เช่น กิน ดื่ม เคี้ยว คู้ เหยียด เป็นต้น เมื่อมีอาการเคลื่อนไหวทางกายอย่างใด ก็ตามพิจารณารู้อาการนั้นๆ ตามความเป็นจริง
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ การใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางเวทนาขันธ์ คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ เมื่อเกิดความรู้สึกขึ้นอย่างใด ก็ตามพิจารณาดูความรู้สึกนั้นๆ ตามความเป็นจริง
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ การใช้สติพิจารณาอาการที่ปรากฏทางจิตหรือวิญญาณขันธ์ เช่น ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความสงบไม่สงบของจิต กล่าวคือ เห็นจิตใจตนเองที่กำลังคิด เมื่อจิตมีอารมณ์อย่างใด ก็ตามพิจารณารู้อารมณ์นั้นๆ ตามความเป็นจริง
๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ การใช้สติพิจารณาอาการที่ปรากฏทางสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ สัญญาคือความจำได้หมายรู้ สังขาร คืออาการปรุงแต่งของจิต เมื่อมีสภาวธรรมอย่างใดเกิดขึ้น ก็กำหนดรู้สภาวธรรมนั้นๆ กล่าวคือการกำหนดรู้นิวรณ์ธรรม
กล่าวโดยสรุป สติปัฏฐาน คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ใช้สติพิจารณากำหนดรู้ความเป็นไปของรูปนามที่เป็นปรมัตถ์ทุกขณะว่า ปัจจุบันเราทำอะไรอยู่ เราคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร มีสภาวธรรมอย่างใดเกิดขึ้น โดยกำหนดรู้อาการและสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น ไม่กำหนดรู้อาการหรือสภาวธรรมที่เป็นอดีตหรืออนาคต ถ้าปล่อยให้จิตไปติดอยู่กัอาการหรือสภาวะธรรมที่เป็นอดีตหรืออนาคต ก็คือขาดสติ การกำหนดรู้ทุกขณะไม่เผลอ จะทำให้ศีลบริสุทธิ์ เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็จะเป็นปัจจัยให้สมาธิแก่กล้า เมื่อสมาธิแก่กล้าแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยให้ปัญญาผ่องใส นำไปสู่การทำให้แจ้งซึ่งมรรคผล นิพพาน โดยการเจริญสติปัฏฐานให้ก้าวหน้านั้น จำเป็นต้องอาศัยความบริสุทธิ์แห่งศีลเป็นสำคัญ ความที่มีสติระวังกำหนดรู้รูปนาม ไม่เผลอ ก็คือ ทำให้ศีลบริสุทธิ์นั่นเอง
อารมณ์ของการปฏิบัติ
อารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่เบญจขันธ์ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ย่อให้สั้นได้แก่รูปกับนาม รูปขันธ์ เป็นรูป ส่วนเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เป็นนาม สรุปว่า รูปนามมีอยู่ในที่ใด ขันธ์ ๕ ก็มีอยู่ในที่นั้น
หลักสำคัญในการปฏิบัติ
การปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ จะให้เห็นผลได้เร็วนั้น มีหลักเกณฑ์สำคัญในการปฏิบัติดังนี้
๑. ต้องกำหนดให้ได้ปัจจุบันธรรม กล่าวคือ การกำหนดต้องไปเป็นพร้อมกับการปรากฏแห่งอาการหรือสภาวธรรมนั้นๆ ไม่ก่อนไม่หลังกัน
๒. ต้องทำอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เมื่อเดินจงกรมเสร็จแล้ว ให้นั่งต่อทันที ต้องกำหนดอิริยาบถหรือสภาวะทุกอย่าง ตลอดจนต้องทำต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่ใช่ทำๆ หยุดๆ
๓. ต้องประกอบด้วยองค์คุณ ๓ คือ อาตาปี ตั้งใจปฏิบัติจริง เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยอมสละชีวิตได้ สติมา มีสติระลึกอยู่ก่อนที่รูปนามจะเกิดขึ้น และสัมปชัญญะ มีสติตามกำหนดรู้รูปนามอยู่ทุกขณะ กล่าวคือ มีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด
๔. ต้องรู้จักปรับอินทรีย์พละ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาให้เสมอกัน กล่าวคือ ปรับศรัทธาให้เสมอกับปัญญา ปรับวิรยะให้เสมอกับสมาธิ เจริญสติซึ่งเป็นผู้ควบคุมให้มาก สติยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งคมยิ่งตัดสภาวธรรมได้เร็ว สาเหตุที่ต้องปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ก็เพราะถ้าศรัทธามาก ปัญญาหย่อน ความโลภจะเข้าครอบงำ ถ้าปัญญายิ่ง ศรัทธาหย่อน วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยจะเข้าครอบงำ ถ้าวิริยะยิ่ง สมาธิหย่อน อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจจะเข้าครอบงำ ถ้าสมาธิยิ่ง วิริยะหย่อน ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอนจะเข้าครอบงำ กล่าวโดยสรุป การปฏิบัติจะได้ผลช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับความฉลาดในการปรับอินทรีย์พละ
วิธีเพิ่มอินทรีย์พละ ๕
๑. วิธีเพิ่มศรัทธา ให้พยายามทรงใจให้อยู่กับรูปนาม ศีล สมาธิ ปัญญา และปัจจุบันธรรม
๒. วิธีเพิ่มวิริยะ ให้เพียรตั้งใจทำจริง กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ปฏิบัติให้มาก
๓. วิธีเพิ่มสติ ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับรูปนาม และคอยกำหนดอารมณ์และสภาวะตลอดเวลา
๔. วิธีเพิ่มสมาธิ ให้ตั้งใจแน่วแน่ในอารมณ์ที่กำหนด อย่าเปลี่ยนอารมณ์หรือวิธีการปฏิบัติบ่อย จิตหลุดไปในอาการใด ให้กำหนดรู้ในอาการนั้น
๕. วิธีเพิ่มปัญญา ให้รู้รูปนาม รู้ปัจจุบันธรรม รู้พระไตรลักษณ์ รู้วิปัสสนาญาณ รู้มรรคผล นิพพาน
เป้าหมายของการปฏิบัติ
เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ นี้แล้ว โยคีบุคคลจะได้ประโยชน์ดังนี้
๑. เมื่อเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะเป็นเหตุปัจจัยให้สามารถทำลายสุภสัญญาวิปลาส คือความสำคัญเข้าใจผิดคิดว่าสังขารร่างกายนี้สวยงาม น่าใคร่ น่าปรารถนา
๒. เมื่อเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะเป็นเหตุปัจจัยให้สามารถทำลายสุขสัญญาวิปลาส คือความสำคัญเข้าใจผิดคิดว่าสังขารทั้งปวงเป็นสุข
๓. เมื่อเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะเป็นเหตุปัจจัยให้สามารถทำลายนิจจสัญญาวิปลาส คือความสำคัญเข้าใจผิดคิดว่าสังขารทั้งปวงเที่ยง
๔. เมื่อเจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะเป็นเหตุปัจจัยให้สามารถทำลายอัตตสัญญาวิปลาส คือความสำคัญเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งทั้งปวงมีตัวตน
ผู้ใดปฏิบัติตามแนวแห่งสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างต่อเนื่อง ด้วยความเพียรและความฉลาด ย่อมจะได้บรรลุมรรคผล นิพพาน สามารถตัดมูลแห่งวัฏฏะ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่หลงผิดในสภาวธรรม มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จิตของผู้นั้นก็จะมีความสงบสุขร่มเย็น ไม่เร่าร้อนเพราะเพลิงกิเลสตัณหา
อานิสงส์ของการปฏิบัติ
พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอานิสงส์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานว่ามีอยู่ ๔ ประการ คือ
๑. เมื่อใกล้ตายจะได้สติ ระลึกถึงบุญกุศล คุณงามความดีที่ตนได้ทำไว้ ไม่หวั่นกลัวต่อความตาย
๒. เมื่อตายแล้ว จะได้ไปสู่สุคติ คือการเกิดในโลกสวรรค์หรือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่เป็นบัณฑิตชน
๓. ถ้ายังไม่บรรลุในชาตินี้ จะเป็นเชื้อ เป็นพื้นฐาน เป็นอุปนิสัยส่งเสริมให้บรรลุมรรคผล นิพพาน ในชาติหน้าต่อไป
๔. ถ้าได้เจริญวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นเวลา ๗ ปีต่อเนื่องกัน จะได้ผล ๒ ประการ คือ จะได้เป็นพระอนาคามีอย่าง ๑ จะได้เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันชาตินั้นอย่าง ๑

















