- เจ้าภาพบริจาครายเดือน
- เจ้าภาพถาวรเจติยวิหาร
- เจ้าภาพอุโบสถการเปรียญ
- เจ้าภาพรถตู้ Venture
- เจ้าภาพรถกระบะ Vego
- เจ้าภาพพิมพ์หนังสือ ปี 2553
- เจ้าภาพเสาอุโบสถการเปรียญ
- เจ้าภาพกุฏี-กุฏิกรรมฐาน
- เจ้าภาพเครื่องกรองน้ำ-ห้องสมุด
- เจ้าภาพหลักวิสุงคามสีมา
- เจ้าภาพประตูหน้าต่างอุโบสถศาลา (ชั้นล่าง)
- เจ้าภาพลูกนิมิต ๑ ชุด/อ่างอุ่นอาหาร ๑ ชุด









![]() | วันนี้ | 851 |
![]() | วานนี้ | 1116 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 3076 |
![]() | สัปดาห์ที่แล้ว | 8146 |
![]() | เดือนนี้ | 8103 |
![]() | เดือนที่แล้ว | 25938 |
![]() | ทั้งหมด | 321412 |
ไอพีของคุณ: 38.107.191.108
,
วันนี้: ก.ย. 07, 2010
วินัยมุข เครื่องมือที่เปลี่ยนคนธรรมดาเป็นพระ
สำหรับวันที่ ๒๗ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้จะเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลเข้าพรรษา ชาวพุทธมีความเชื่อว่าการได้บวชลูกหลานไว้เป็นทายาทในพระศาสนาในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ถือว่าได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล ทั้งแก่ผู้สนับสนุนการบวชที่จะได้ใกล้ชิดพระศาสนามากขึ้น และทั้งแก่ผู้บวชที่จะได้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมะข้อวัตรปฏิบัติของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา คิดว่าหลายท่านคงได้บวชลูกหลานไปบ้างแล้วและบางท่านคงกำลังเตรียมงานบวชอยู่ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ จึงขอนำข้อวัตรปฏิบัติที่กุลบุตรที่จะเข้ามาถือเพศเป็นบรรพชิตจะพึงสำเหนียกและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อให้การบวชเป็นคุณมากกว่าเป็นโทษ ถ้าบวชเข้ามาในพระธรรมวินัยแล้วประพฤติเคร่งครัดเว้นข้อที่ทรงห้ามทำตามข้อที่ทรางอนุญาตก็จะเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ไพศาล ตรงกันข้ามจะเป็นโทษอย่างมหันต์หากไม่เอื้อเฟื้อปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ดังโบราณได้จำแนกประเภทของการบวชไว้หลากหลาย เช่น บวชรับ บวชลอง บวชครองประเพณี บวชหนีสงสาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน บวชเปื้อนศาสนา บวชหาของเล่น (ถ้ามีโอกาสจะได้อธิบายการบวชประเภทต่างๆ เหล่านี้) ดังนั้น เมื่อตั้งใจบวชสักครั้งในชีวิต ควรจะคิดให้รอบคอบว่าการบวชของท่านจะเป็นการสร้างกำไรให้แก่ชีวิต หรือเป็นการละลายทุนแห่งชีวิต
วินัยมุข เล่ม ๑ (ฉบับย่อหัวข้อสำคัญ)
วินัยมุข แปลว่า “หัวข้อสำคัญแห่งพระวินัย” หรือ “หลักการใหญ่ ๆ แห่งพระวินัย, แนวทางแห่งพระวินัย”
วินัยมุข โดยความหมาย มีความหมายว่า เป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติพระวินัยให้สำเร็จประโยชน์ เป็นหลักใหญ่ๆ หรือหัวข้อสำคัญๆ ที่เป็นเบื้องต้นแห่งพระวินัย หรือเป็นแนวทาง เป็นปากทางนำเข้าสู่พระวินัย
ประโยชน์ของการอุปสมบท
ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาจนถึงบัดนี้ ได้มีประเพณีการอุปสมบทเกิดขึ้นโดยมุ่งผล ๒ ประการ คือ
๑.ได้ยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้สำเร็จแก่มหาชน
๒. ทำชีวิตของตนไม่ให้ไร้ผลเปล่า
วิธีอุปสัมบท ๓ อย่าง
๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา อุปสมบทด้วยพระพุทธองค์ทรงประทานด้วยพระองค์เอง ด้วยพระวาจาว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด”
๒. ติสรณคมนูปสัมปทา อุปสมบทด้วยให้ถึงสรณะ ๓
๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา อุปสมบทด้วยกรรมบัตติเป็นที่ ๔
การกสงฆ์แห่งกิจนั้นๆ มีอยู่ ๔
๑. จตุวรรค มีพวก ๔
๒. ปัญจวรรค มีพวก ๕
๓. ทสวรรค มีพวก ๑๐
๔. วีสติวรรค มีพวก ๒๐
การบวชมี ๒ ประเภท
๑. บวชเป็นภิกษุ เรียกว่า อุปสมบท
๒. บวชเป็นสามเณร เรียกว่า บรรพชา
กิจที่จะต้องทำก่อนอุปสมบทเรียกบุพพกิจ มี ๔
๑. ต้องตรวจผู้จะอุปสมบทให้เป็นผู้สมควร
๒. ต้องให้มีพระอุปัชฌายะ
๓. ต้องตรวจตาบริขารที่จำเป็น
๔. ผู้อุปสมบทต้องเปล่งคำขออุปสมบท
อนุศาสน์ ๘ อย่าง แบ่งเป็น นิสัย ๔ อกรณียกิจ ๔
ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต เรียกว่า นิสัย มีอยู่ ๔ อย่าง
๑. เที่ยวบิณฑบาต
๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
๓. อยู่โคนต้นไม้
๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูลเน่า
กิจที่ไม่ควรทำ เรียกว่า อกรณียกิจ มีอยู่ ๔ อย่าง
๑. เสพเมถุน
๒. ลักของเขา
๓. ฆ่าสัตว์
๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
กิจ ๔ อย่างนี้ ภิกษุไม่ควรทำ ทำไม่ได้
สิกขาบทของภิกษุมี ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
- ความสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อย ชื่อว่า ศีล
- ความรักษาใจมั่น ชื่อว่า สมาธิ
- ความรอบรู้ในกองสังขาร ชื่อว่า ปัญญา
คำว่า สิกขา หมายความว่า ข้อที่ศึกษา หลักที่ภิกษุจะพึงศึกษามี ๓ อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา สิกขาทั้ง ๓ นี้ บางแห่งท่านเรียกว่า อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
ความหมายของพระวินัย
พระพุทธบัญญัติและอภิสมาจาร เรียกว่า พระวินัย เพราะเป็นระเบียบแบบแผนที่พระศาสดาทรงตั้งขึ้น เพื่อบริหารหมู่สงฆ์ให้ประพฤติดีงาม ชักจูงให้มีความประพฤติลงรอยเดียวกัน
อาบัติ ๓ สถาน
อย่างหนัก ยังผู้ต้องให้ขาดจากความเป็นภิกษุ
อย่างกลาง ยังผู้ต้องให้อยู่กรรม
อย่างเบา ยังผู้ต้องให้ประจานตนเองต่อหน้าภิกษุด้วยกัน
อาบัติอีก ๒ สถาน
อเตกิจฉา อาบัติที่แก้ไขไม่ได้
สเตกิจฉา อาบัติที่แก้ไขได้
ชื่อของอาบัติ ๗ อย่าง
๑. ปาราชิก
๒. สังฆาทิเสส
๓. ถุลลจัย
๔. ปาจิตตีย์
๕. ปาฏิเทสนียะ
๖. ทุกกฎ
๗. ทุพภาสิต
โทษแห่งอาบัติ ๒
๑. โลกวัชชะ เป็นโทษทางโลก
๒. ปัณณัตติวัชชะ เป็นโทษทางพระบัญญัติ
อาการต้องอาบัติ ๖ อย่าง
๑. ต้องด้วยไม่ละอาย
๒. ต้องด้วยไม่รู้
๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำ
๔. ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของไม่ควร
๕. ต้องด้วยความสำคัญว่าไม่ควรในของควร
๖. ต้องด้วยลืมสติ
หลักการที่จะพึงปฏิบัติในเมื่อต้องอาบัติแล้วมี ๓
๑. เป็นหน้าที่ของภิกษุผู้ต้องอาบัติจะต้องทำคืนตามวิธีนั้นๆ
๒. เป็นหน้าที่ของภิกษุผู้อื่นรู้เห็นจะพึงตักเตือนด้วยความเมตตา
๓. เป็นหน้าที่ของสงฆ์จะพึงทำตามสมควรแก่พระธรรมวินัย
อานิสงส์พระวินัย
พระวินัยนั้น ภิกษุรักษาดีแล้ว จะได้รับอานิสงส์ คือ
๑. ไม่เดือดร้อนใจ ซึ่งเรียกว่า วิปฎิสาร
๒. ย่อมได้รับความแช่มชื่น เพราะรู้สึกว่าตนประพฤติดีงามแล้วไม่ถูกจับกุมลงโทษเป็นต้น
๓. จะเข้าสมาคมกับภิกษุมีผู้มีศีล ก็อาจหาญไม่สะทกสะท้าน
ส่วนภิกษุผู้ไม่รักษาพระวินัยดังกล่าวนั้น ย่อมได้รับผลตรงกันข้ามกับอานิสงส์นั้น
ผลมุ่งหมายแห่งพระธรรมวินัย ๘
๑. เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นคนโหดเหี้ยม
๒. เพื่อป้องกันความลวงโลกเลี้ยงชีพ
๓. เพื่อป้องกันความดุร้าย
๔. เพื่อป้องกันความประพฤติเลวทราม
๕. เพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย
๖. เพื่อป้องกันความเล่นซุนซน
๗. เพื่อให้เป็นธรรมเนียมของภิกษุ
๘. เพื่อคล้อยตามความนิยมในครั้งนั้น
ประโยชน์ของการบัญญัติพระวินัย ๑๐
๑. เพื่อความดีแห่งหมู่คณะ
๒. เพื่อความสำราญแห่งหมู่คณะ
๓. เพื่อกำจัดบุคคลผู้เกื้อยาก (หน้าด้าน)
๔. เพื่อความเป็นอยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
๕. เพื่อระวังอาสาวะที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน
๖. เพื่อกำกัดอาสาวะที่จะมีต่อข้างหน้า
๗. เพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
๘. เพื่อความเจริญยิ่งๆ ของผู้เลื่อมใสแล้ว
๙. เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑๐. เพื่ออุดหนุนพระวินัย
สิกขาบท
พระบัญญัติ เรียกว่า สิกขาบท มี ๒ คือ
๑. พระพุทธอาณา ได้แก่ อาทิพรหมจริยกาสิกขา มาในพระปาติโมกข์
๒. อภิสมาจาร คือ ขนบธรรมเนียมที่ภิกษุควรประพฤติ มานอกพระปาติโมกข์
สิกขาบทมาในพระปาติโมกข์
สิกขาบทท่านแสดงไว้ ๒ นัยคือ
๑. ตามบาลีพระสูตร มี ๑๕๐ สิกขาบท คือ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สุทธิกปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฎิเทสนียะ ๔ อธิกรณสมถะ ๗
๒. แต่ในพระปาติโมกข์ที่สวดกันอยู่ และในคัมภีร์วิภังค์แห่งสิกขาบทแสดงว่ามี ๒๒๗ สิกขาบทคือ เพิ่ม อนิยต ๒ และเสขิยวัตร ๗๕
ปาราชิก ๔
๑. ภิกษุเสพเมถุนต้องปาราชิก
๒. ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก
๓. ภิกษุแกล้งจงใจฆ่ามนุษย์ให้ตายต้องปาราชิก
๔. ภิกษุอวดอุตตริมนุสธรรม(คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์)ที่ไม่มีในตนต้องปาราชิก
สังฆาทิเสส ๑๓
๑. ภิกษุแกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน เว้นไว้แต่ฝัน ต้องสังฆาทิเสส
๒. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส
๓. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่พูดเกี้ยวหญิง ต้องสังฆาทิเสส
๔. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่พูดล่อหญิงให้บำเรอตนด้วยกาม ต้องสังฆาทิเสส
๕. ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส
๖. ภิกษุสร้างกุฎีที่ต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดิน ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของจำเพราะเป็นที่อยู่ของตน ต้องทำให้ได้ประมาณคือยาว ๑๒ คืบพระสุคต กว้าง ๗ คืบพระสุคต วัดในร่มใน และจะต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อนมิฉะนั้นต้องสังฆาทิเสส
๗. ถ้าที่อยู่ซึ่งจะสร้างขึ้นนั้น มีทายกเป็นเจ้าของ ทำให้เกิดประมาณนั้นได้แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อนมิฉะนั้นต้องสังฆาทิเสส
๘. ภิกษุโกรธเคือง แกล้งโทษภิกษุอื่น ด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูลต้องสังฆาทิเสส
๙. ภิกษุโกรธเคืองแกล้งหาเลส (อาการที่พอจะยกขึ้นอ้างเพื่อใส่ความ)โจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก ต้องสังฆาทิเสส
๑๐. ภิกษุพากเพียรเพื่อจะทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๑. ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์นั้น ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๒. ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๓. ภิกษุประทุษร้ายสกุล คือประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่เสียจากวัดกลับว่าติเตียนสงฆ์ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
อนิยต ๒
๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับผู้หญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นธรรม ๓ อย่างคือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือ ปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่งภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพราะธรรมอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น
๒. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับผู้หญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นธรรม ๓ อย่างคือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือ ปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่งภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพราะธรรมอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น
นิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐
จีวรวรรคที่ ๑
๑. ภิกษุทรงอดิเรกจีวรได้เพียง๑๐ วันเป็นอย่างยิ่งถ้าล่วง๑๐วันไปต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๒. ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้เพียงคืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมบัติ (สงฆ์ตกลงกันว่าให้อยู่ปราศจากไตรจีวรได้)
๓. ถ้าผ้าเกิดขึ้นแก่ภิกษุๆประสงค์จะทำจีวรแต่(ผ้า)ยังไม่พอถ้ามีที่หวังว่าจะได้ผ้ามาอีกพึงเก็บผ้านั้นไว้ได้เพียง ๑ เดือนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บผ้านั้นไว้เกิน ๑ เดือนไป แม้ถึงยังมีที่หวังที่จะได้ผ้ามาอยู่ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๔. ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติให้ซักก็ดีให้ย่อมก็ดี ให้ทุบก็ดี ซึ่งจีวรเก่า ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๕. ภิกษุรับจีวรแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นไว่แต่แลกเปลี่ยนกัน ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๖. ภิกษุขอจีวรต่อจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ได้มาต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีสมัยที่จะขอจีวรได้ คือเวลาภิกษุมีจีวรอันโจรลักไป หรือมีจีวรอันฉิบหาย
๗. ในสมัยเช่นนั้นจะขอได้เพียงแค่ผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้นถ้าขอให้เกินกว่านั้นได้มาต้องนิสัคคียปาจิตตีย์
๘. ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ปวารณาเขาพูดว่า เขาจะถวายจีวรแก่ภิกษุชื่อนี้ ภิกษุนั้นทราบความแล้ว เข้าไปพูดให้เขาถวายจีวรอย่างนั้นอย่างนี้ที่มีราคาแพงกว่าดีกว่าที่เขากำหนดไว้เดิม ได้มา ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๙. ถ้าคฤหัสถ์ผู้จะถวายจีวรแก่ภิกษุมีหลายคน แต่เขาไม่ใช่ญาติไม่ได้ปวารณาภิกษุไปพูดให้เข้ารวมทุนเข้าเป็นอันเดียวกันเพื่อซื้อจีวรที่ดีกว่าแพงกว่าที่กำหนดไว้เดิม ได้มาต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๑๐. ถ้าใครๆ นำเอาทรัพย์มาเพื่อค่าจีวร แล้วถามภิกษุว่าใครเป็นไวยาวัจกรของเธอถ้าภิกษุต้องการก็พึงแสดงไวยาวัจกร ครั้นเขามอบหมายแก่ไวยาวัจกรแล้วสั่งให้จ่ายจีวรแก่ภิกษุ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าไปหาและทวงจีวร ๓ ครั้ง แล้วยังไม่ได้พึงยืนแต่พอเขาเห็น ๖ ครั้งถ้าทวงเกิน ๓ ครั้งและเกิน ๖ ครั้งได้มา ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์ เมื่อทวงไม่ได้ จำเป็นต้องบอกต่อเจ้าของเดิมให้เรียกเอาค่าจีวรเก่าคืนมาเสีย
โกสิยวรรรคที่ ๒
๑. ภิกษุหล่อสันถัต (ผ้ารองนั่งไม่ได้ทอใช้หล่อ) ด้วยขนเจียมขนแพะขนแกะเจือด้วยไหม ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๒. ภิกษุหล่อสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน ต้องนิสสคคียปาจิตตีย์
๓. ภิกษุจะหล่อสันถัตใหม่ พึงใช้เจียมดำ ๒ ส่วน ขนเจียมขาว ๑ ส่วน ขนเจียมแดง ๑ ส่วน ถ้าใช้ขนเจียมดำเกิน ๒ ส่วนขึ้นไป ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๔. ภิกษุหล่อสันถันใหม่แล้ว พึงใช้ได้ ๖ ปี ถ้ายังไม่ถึง ๖ ปี หล่อใหม่ ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ (สงฆ์ตกลงกันให้ใช้ได้ต่ำกว่า ๖ ปีได้)
๕. ภิกษุจะหล่อสันถัต พึงตัดเอาสันถัตเก่า ๑ คืบ โดยรอบ มาปนลงในสันถัตที่หล่อใหม่ เพื่อจะทำลายให้เสียสี ถ้าไม่ทำเช่นนี้ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๖. เมื่อภิกษุเดินทางไกล ถ้ามีใครมาถวายขนเจียม ต้องการก็รับได้ ถ้าไม่มีใครนำมาให้ นำมาเองได้เพียง ๓ โยชน์ ถ้านำมาเกิน ๓ โยชน์ไป ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๗. ภิกษุใช้นางภิกษุณี ที่ไม่ใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้สางก็ดีซึ่งขนเจียม ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๘. ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๙. ภิกษุทำการซื้อขายด้วยรูปิยะ คือ ของที่เขาใช้เป็นทองและเงินต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๑๐. ภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์ ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
ปัตตวรรคที่ ๓
๑. บาตรนอกจากบาตรอธิฐาน เรียกว่าอติเรกบาตร อติเรกบาตรนั้นเก็บได้เพียง ๑๐ วัน เป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๒. ภิกษุมีบาตรร้าวไม่ถึง ๑๐ นิ้ว ขอบาตรใหม่ต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณาได้มาต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๓. ภิกษุรับประเคนเภสัชทั้ง๕ คือ เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย แล้วเก็บไว้ฉันได้เพียง ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๗ วันไปต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๔. เมื่อฤดูร้อนยังเหลืออยู่อีก ๑ เดือน คือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗จึงจะแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนได้ เมื่อฤดูร้อนยังเหลืออยู่อีกกึ่งเดือน คือตั้งแต่ขึ้น ๑ค่ำ เดือน ๘ จึงทำนุ่งได้ ถ้าแสวงหาหรือทำนุ่งให้ล้ำกว่ากำหนดนั้นเข้ามา ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๕. ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุอื่นแล้ว โกรธ ชิงเอาคืนมาเองก็ดีให้ผู้อื่นชิงมาก็ดีต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๖. ภิกษุขอด้ายต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณาเปามาให้ช่างหูก ทอเป็นจีวร ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๗. ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา สั่งให้ช่างหูกทอจีวร เพื่อถวายแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุไปกำหนดให้เขาทำให้ดีขึ้นด้วยจะให้รางวัลแก่เขา ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๘. ถ้าอีก ๑๐ วัน จะถึงวันปวารณา (เป็นวันที่ภิกษุทุกรูปจะกล่าวปวารณาคือเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้) คือตั้งแต่ขึ้น ๖ค่ำ เดือน ๑๑ ถ้าทายกรีบถวายผ้าจำนำพรรษาก็รับไว้ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เกินกาลจีวรไป ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
๙. ภิกษุจำพรรษาในเสนาสนะป่าซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ออกพรรษาแล้วอยากจะเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อมีเหตุก็เก็บไว้ได้เพียง ๖ คืน เป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้เกินกว่านั้นต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมมติ
๑๐. ภิกษุรู้อยู่และน้อมลาภที่เขามาถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์
ปาจิตตีย์ ๙๒
มุสาวาทวรรคที่ ๑
๑. พูดปดต้องปาจิตตีย์
๒. ด่าภิกษุต้องปาจิตตีย์
๓. ส่อเสียด ยุแหย่ภิกษุต้องปาจิตตีย์
๔. ภิกษุสอนธรรมแก่อนุปสัมบัน ผู้ไม่ใช่ภิกษุคือคฤหัสถ์ชายหญิง ถ้าว่าพร้อมกันต้องปาจิตตีย์
๕. ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับอนุปสัมบัน เกิน ๓ คืนขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์
๖. ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกับผู้หญิง แม้ในคืนแรกต้องปาจิตตีย์
๗. ภิกษุแสดงธรรมแก่หญิงเกินกว่า ๖ คำขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย
๘. ภิกษุอวดอุตตริมนุสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสัมบันต้องปาจิตตีย์
๙. ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์
๑๐. ภิกษุขุดเองก็ดีใช้ให้ผู้อื่นขุดก็ดีซึ่งแผ่นดินต้องปาจิตตีย์
ภูตคามวรรคที่ ๑
๑. ภิกษุพรากของเขียวซึ่งเกิดอยู่กับที่ ให้หลุดจากที่ ต้องปาจิตตีย์
๒. ภิกษุประพฤติอนาจารสงฆ์เรียกตัวมาถามแกล้งพูดกลบเกลื่อนก็ดี นิ่งเสียไม่พูดก็ดี ถ้าสงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบต้องปาจิตตีย์
๓. ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นที่สงฆ์สมมติ (มอบหมาย) ให้ทำการสงฆ์ถ้าเธอทำโดยชอบ ติเตียนเปล่าๆ ต้องปาจิตตีย์
๔. ภิกษุเอาเตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ ของสงฆ์ไปตั้งในที่แจ้งแล้วเมื่อหลีกไปจากที่นั้นไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช่ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี ต้องปาจิตตีย์
๕. ภิกษุเอาที่นอนของสงฆ์ปูนนอนในกุฎิสงฆ์แล้ว เมื่อหลีกไปจากที่นั้นไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช่ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี ต้องปาจิตตีย์
๖. ภิกษุรู้อยู่ว่ากุฏินี้มีผู้อยู่ก่อน แกล้งไปนอนเบียด ด้วยหวังจะให้ผู้อยู่ก่อนคับแคนใจเข้า ก็จะหลีกไปเอง ต้องปาจิตตีย์
๗. ภิกษุโกรธเคืองภิกษุอื่น ฉุดคร่าไล่ออกจากกุฏิสงฆ์ ต้องปาจิตตีย์
๘. ภิกษุนั่งทับก็ดี นอนทับก็ดี นอนบนเตียงก็ดี บนตั่งก็ดี อันมีเท้าไม่ได้ตรึงให้แน่นซึ่งเขาวางไว้บนรางร้านที่เขาเก็บของในกุฏี ต้องปาจิตตีย์
๙. ภิกษุจะเอาดินหรือปูนโบกหลังกุฎี พึงโบกได้แต่เพียง ๓ ชั้น ถ้าโบกเกินนั้นต้องปาจิตตีย์
๑๐. ภิกษุรู้ว่าน้ำมีสัตว์ เอารดหญ้าหรือดิน ต้องปาจิตตีย์
โอวาทวรรคที่ ๓
๑. ภิกษุที่สงฆ์ไม่ได้สมมติไม่ได้แต่งตั้งสั่งสอนภิกษุณีต้องปาจิตตีย์
๒. แม้ภิกษุที่สงฆ์สมมติแล้ว ตั้งแตกอาทิตย์ตกแล้วไปสอนภิกษุณีต้องปาจิตตีย์
๓. ภิกษุเข้าไปสอนภิกษุณีถึงที่อยู่ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่อาพาธ
๔. ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภต้องปาจิตตีย์
๕. ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน
๖. ภิกษุเย็บจีวรของภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติก็ดี ใช่ให้ผู้อื่นเย็บก็ดี ต้องปาจิตตีย์
๗. ภิกษุชวนภิกษุณีเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะทางบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ทางเปลี่ยว
๘. ภิกษุชวนภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน ขึ้นน้ำก็ดี ล่องน้ำก็ดี ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ข้ามฟาก
๙. ภิกษุรู้อยู่ฉันของเคี้ยวของฉัน ที่นางภิกษุณีบังคับให้คฤหัสถ์เขาถวายต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่คฤหัสถ์เขาเริ่มไว้ก่อน
๑๐. ภิกษุนั่งก็ดี นอนก็ดี ในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์
โภชนวรรคที่ ๔
๑. อาหารในโรงทานที่ทั่วไปไม่นิยมบุคคล ภิกษุไม่เจ็บไข้ฉันได้เพียงวันเดียวแล้ว ต้องหยุดเสียในระหว่าง ต่อไปจึงฉันได้อีก ถ้าฉันติดๆ กันตั้งแต่๒ วันขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์
๒. ถ้าทายกเขามานิมนต์ ออกชื่อโภชนะทั้ง ๕ อย่างถ้าไปรับของนั้นมาหรือฉันของนั้นพร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือเป็นไข้อย่างหนึ่ง หน้าจีวรกาลอย่างหนึ่ง เดินทางไกลอย่างหนึ่ง อยู่มาด้วยกันบิณฑบาตไม่พอฉันอย่างหนึ่ง โภชนะเป็นของสมณะอย่างหนึ่ง
๓. ภิกษุรับนิมนต์อย่างหนึ่ง ด้วยโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ไม่ไปฉันในที่นิมนต์นั้นไปฉันเสียในที่นิมนต์อื่น ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ยกส่วนที่รับนิมนต์ไว้ก่อนนั้นให้แก่ผู้อื่นเสีย หรือหน้าจีวรกาล และเวลาทำจีวร
๔. ภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ทายกเขาเอาขนมถวายเป็นอันมาก จะรับได้เป็นอย่างมากเพียง ๓ บาตรเท่านั้น ถ้ารับให้เกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ของที่รับมามากเช่นนั้นต้องแบ่งให้แก่ภิกษุอื่น
๕. ภิกษุฉันค้างอยู่ (หรือฉันเสร็จแล้ว) มีผู้เอาโภชนะทั้ง๕ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาประเคนห้ามเสียแล้วลุกจากที่นั่งนั้นแล้ว ฉันของเคี้ยวของฉันซึ่งไม่เป็นเดนภิกษุไข้หรือไม่ได้ทำวินัยกรรมต้องปาจิตตีย์
๖. ภิกษุรู้อยู่ว่า ภิกษุอื่นห้ามเข้าแล้ว(ตามสิกขาบทที่ ๕ )คิดจะใส่ร้ายเธอแกล้งเอาของเคี้ยวของฉันที่ไม่เป็นเดนภิกษุไข้ปล่อยให้เธอฉันถ้าเธอฉันแล้วต้องปาจิตตีย์
๗. ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในยามวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนวันใหม่ต้องปาจิตตีย์
๘. ภิกษุไม่ใช่ผู้อาพาธขอโภชนะอันประณีตคือข้าวสุกกระคนด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม ต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณาเอามาฉันต้องปาจิตตีย์
๙. ภิกษุไม่ใช่ผู้อาพาธ ขอโภชนะอันประณีต คือ ข้าวสุกรคนด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำอ้อย น้ำผึ้ง ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม ต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา เอามาฉันต้องปาจิตตีย์
๑๐. ภิกษุกลืนกินอาหารที่ยังไม่มีผู้ให้ คือ ยังไม่ได้รับประเคนให้ล่วงช่องปากเข้าไปต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่และไม้สีฟัน
อเจกวรรคที่ ๕
๑. ภิกษุให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักบวชนอกศาสนา ด้วยมือของตน ต้องปาจิตตีย์
๒. ภิกษุชวนภิกษุอื่นไปเที่ยวบิณฑบาตด้วยกัน หวังจะประพฤติอนาจาร ไล่เธอกลับมาเสียต้องปาจิตตีย์
๓. ภิกษุสำเร็จการนั่งแทรกแซงในสกุลที่กำลังบริโภคอาหารอยู่ต้องปาจิตตีย์
๔. ภิกษุนั่งในห้องกับผู้หญิง ไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน ต้องปาจิตตีย์
๕. ภิกษุนั่งในที่แจ้งกับหญิงสองต่อสอง ต้องปาจิตตีย์
๖. ภิกษุรับนิมนต์ไปฉันโภชนะทั้ง ๕ แล้ว จะไปในที่อื่นจากที่นิมนต์นั้น ในเวลาก่อนฉันก็ดี ฉันกลับมาแล้วก็ดี ต้องลาภิกษุที่มีอยู่ในวัดก่อน จึงจะไปได้ ถ้าไม่ลาก่อนเที่ยวไป ต้องปาจิตตย์ เว้นไว้แต่สมัย คือ จีวรกาล และเวลาทำจีวร
๗. ถ้าเขาปวารณาให้รับปัจจัย๔ เพียง๔ เดือนพึงขอเขาได้เพียงกำหนดนั้นเท่านั้น ถ้าขอให้เกินกำหนดนั้นไปต้องปาจิตตีย์
๘. ภิกษุไปดูกระบวนทัพ ซึ่งเขายกไปเพื่อจะรบกัน ต้องปาจิตตีย์
๙. ถ้าเหตุที่จะต้องไปมีอยู่ พึงไปอยู่ในกองทัพได้เพียง ๓ วัน ถ้าอยู่ให้เกินกำหนดนั้นไปต้องปาจิตตีย์
๑๐. ใสเวลาที่อยู่กองทัพตามกำหนดนั้น ถ้าไปดูเขารบกันก็ดี หรือไปดูเขาตรวจพลก็ดี ดูเขาจัดกระบวนทัพก็ดี ดูหมู่เสนาที่จัดเป็นกระบวนก็ดี ต้องปาจิตตีย์
สุราปานวรรคที่ ๖
๑. ภิกษุดื่มน้ำเมาต้องปาจิตตีย์
๒. ภิกษุเอานิ้วจี้ภิกษุต้องปาจิตตีย์
๓. ภิกษุว่ายน้ำเล่นต้องปาจิตตีย์
๔. ภิกษุแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัยต้องปาจิตตีย์
๕. ภิกษุหลอนภิกษุให้กลัวผีต้องปาจิตตีย์
๖. ภิกษุไม่เป็นไข้ติดไฟให้เป็นเองก็ดีใช้ให้ผู้อื่นติดก็ดีเพื่อจะผิงต้องปาจิตตีย์ ติดเพื่อเหตุอื่นไม่เป็นอาบัติ
๗. ภิกษุอยู่ในมัชฌิมประเทศ คือจังหวัดกลางแห่งประเทศอินเดีย ๑๕ วันจึงอาบน้ำได้หนหนึ่งถ้ายังไม่ถึง ๑๕ วันอาบน้ำต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีเหตุจำเป็นในปัจจันตประเทศ เช่นประเทศเรา อาบได้เป็นนิตย์ไม่เป็นอาบัติ
๘. ภิกษุได้จีวรใหม่ต้องพิทุด้วยสี ๓ อย่างคือ เขียวคราม โคลน ดำคล้ำ อย่างใดอย่างหนึ่งจึงนุ่งห่มได้ถ้าไม่ทำพิทุก่อนแล้วนุ่งห่มต้องปาจิตตีย์
๙. ภิกษุวิกัปจีวรแก่ภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี นางสิกขมานาก็ดี สามเณรก็ดี สามเณรีก็ดีผู้รับยังไม่ได้ถอนนุ่งห่มจีวรนั้นต้องปาจิตตีย์
๑๐. ภิกษุซ่อนบริขารคือ บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ประคตเอว สิ่งใดสิ่งหนึ่งของภิกษุอื่น ด้วยคิดว่าจะล้อเล่น ต้องปาจิตตีย์
สัปปาณวรรคที่ ๗
๑. ภิกษุจงใจฆ่าสัตว์ดิรัจฉานต้องปาจิตตีย์
๒. ภิกษุรู้อยู่ว่าน้ำมีสัตว์ยังบริโภคต้องปาจิตตีย์
๓. ภิกษุรู้อยู่ว่าอธิกรณ์สงฆ์ทำแล้วโดยชอบเพิกถอนเสียกลับทำใหม่ต้องปาจิตตีย์
๔. ภิกษุรู้อยู่แกล้งปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นต้องปาจิตตีย์
๕. ภิกษุรู้อยู่ว่า เป็นอุปัชฌายะอุปสมบทกุบบุตรผู้มีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี ต้องปาจิตตีย์
๖. ภิกษุรู้อยู่ว่าชวนพ่อค้าผู้ซ่อนภาษีเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่งต้องปาจิตตีย์
๗. ภิกษุชวนหญิงเดินทางด้วยกันแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่งต้องปาจิตตีย์
๘. ภิกษุกล่าวคัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าภิกษุอื่นห้ามไม่ฟังสงฆ์ประกาศข้อความนั้นจบต้องปาจิตตีย์
๙. ภิกษุคบภิกษุเช่นนั้นคือร่วมกินก็ดีร่วมอุโบสถสังฆกรรมก็ดีร่วมนอนก็ดีต้องปาจิตตีย์
๑๐. ภิกษุเกลี้ยกล่อมสามเณรที่ภิกษุอื่นให้ฉิบหายแล้วเพราะโทษที่กล่าวคัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าให้เป็นอุปัฏฐากก็ดีร่วมกินก็ดีต้องปาจิตตีย์
สหธรรมิกวรรคที่ ๘
๑. ภิกษุประพฤติอนาจารภิกษุอื่นตักเตือนพูดพัดเพี้ยนว่ายังไม่ได้ถามท่านผู้รู้ก่อน ข้าพเจ้าจักไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ ต้องปาจิตตีย์ ธรรมดาภิกษุผู้ศึกษายังไม่รู้สิ่งใด ควรจะรู้สิ่งนั้นควรไต่ถามไล่เลียท่านผู้รู้
๒. ภิกษุอื่นท่องปาติโมกข์อยู่ ภิกษุแกล้งพูดให้เธอคลายอุตสาหะต้องปาจิตตีย์
๓. ภิกษุต้องอาบัติแล้วแกล้งพูดว่าข้าพเจ้าเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าข้อนี้มาในพระปาติโมกข์ถ้าภิกษุอื่นรู้อยู่ว่าเธอเคยรู้มาก่อนแล้วแต่แกล้งพูดกันเขาว่า พึงสวดประกาศความข้อนั้นเมื่อสงฆ์สวดประกาศแล้วแกล้งทำไม่รู้อีกต้องปาจิตตีย์
๔. ภิกษุโกรธทุบตีภิกษุอื่นต้องปาจิตตีย์
๕. ภิกษุโกรธทำท่าจะทุบตีแก่ภิกษุอื่นต้องปาจิตตีย์
๖. ภิกษุโจทฟ้องภิกษุอื่นด้วยอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูลต้องปาจิตตีย์
๗. ภิกษุแกล้งก่อความรำคาญให้เกิดแก่ภิกษุอื่นต้องปาจิตตีย์
๘. ภิกษุวิวาทกันอยู่ภิกษุไปแอบฟังความเพื่อจะรู้ว่าเขาว่าอะไรตนหรือพวกของตนต้องปาจิตตีย์
๙. ภิกษุให้ฉันทะคือความยอมให้ทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมแล้วภายหลังกลับติเตียนสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้นต้องปาจิตตีย์
๑๐. เมื่อสงฆ์กำลังประชุมกันตัดสินข้อความข้อความหนึ่งภิกษุใดอยู่ในที่ประชุมนั้นจะหลีกไปในขณะที่ตัดสินข้อนั้นยังไม่สำเสร็จไม่ให้ฉันทะลุกไปเสียต้องปาจิตตีย์
๑๑. ภิกษุพร้อมกับสงฆ์ให้จีวรเป็นบำเหน็จแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้วภายหลังกลับติเตียนภิกษุอื่นว่าให้เพราะเห็นแก่หน้ากันต้องปาจิตตีย์
๑๒. ภิกษุรู้อยู่ว่าน้อมลาภที่ทายกเขาตั้งใจจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคลต้องปาจิตตีย์
รตนวรรคที่ ๙
๑. ภิกษุไม่ได้รับอนุญาตก่อนเข้าไปในห้องที่พระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่กับพระมเหสีต้องปาจิตตีย์
๒. ภิกษูเห็นเครื่องบริโภคของคฤหัสถ์ตกอยู่ถือเอาเป็นของเก็บได้เองก็ดีให้ผู้อื่นถือเอาก็ดีต้องปาจิตตีย์เว้นไว้แต่ของนั้นตกอยู่ในวัดหรือในที่อาศัยต้องเก็บไว้ให้เจ้าของก่อนถ้าไม่เก็บต้องทุกกฎ
๓. ภิกษุไม่บอกลาภิกษุอื่นที่มีอยู่ในวัดก่อนเข้าไปในบ้านในเวลาวิกาลต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่การด่วน
๔. ภิกษุทำกล่องเข็มด้วยกระดูกก็ดีด้วยงาก็ดี ด้วยเขาก็ดี ต้องปาจิตตีย์ ต้องต่อยกล่องเข็มนั้นเสียก่อนจึงแสดงอาบัติตก
๕. ภิกษุทำเตียงหรือตั่งพึงทำให้เท้ามีเพียง ๘ นิ้วพระสุคตเว้นไว้แต่แม่แคร่ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ต้องปาจิตตีย์ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อนจึงจะแสดงอาบัติตก
๖. ภิกษุทำเตียงหรือตั่งหมุ้นุ่นต้องปาจิตตีย์ ต้องรื้อเสียก่อนจึงแสดงอาบัติตก
๗. ภิกษุทำผ้าปูนนั่งพึงทำให้ได้ประมาณ ๒คืบพระสุคต กว้างคืบครึ่ง ชายคือหนึ่ง ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ต้องปาจิตตีย์ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อนจึงแสดงอาบัติตก
๘. ภิกษุทำผ้าปิดแผลพึงทำให้ได้ประมาณยาว๔ พระสุคต กว้าง ๒คืบถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ต้องปาจิตตีย์ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อนจึงแสดงอาบัติตก
๙. ภิกษุทำผ้าอาบน้ำฝนพึงทำให้ได้ประมาณยาว๖ พระสุคต กว้าง ๒คืบถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ต้องปาจิตตีย์ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อนจึงแสดงอาบัติตก
๑๐. ภิกษุทำจีวรให้เท่าจีวรพระสุคตก็ดี เกินกว่านั้นก็ดี ต้องปาจิตตีย์ ประมาณจีวรพระสุคตนั้น ยาว ๙ คืบพระสุคต กว้าง ๖ คืบต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก
ปาฏิเทสนียะ ๔
๑. ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติด้วยมือของตนมาบริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ
๒. ภิกษุฉันอยู่ที่นิมนต์ ถ้ามีนางภิกษุณีมาสั่งทายกให้เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ถวาย เธอพึงไล่นางภิกษุณีนั้นให้ถอยไปเสียถ้าไม่ไล่ ต้องปาฏิเทสนียะ
๓. ภิกษุไม่เป็นไข้เข้าไม่ได้นิมนต์รับของเคี้ยวของฉันในตระกูลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะมาบริโภคต้องปาฏิเทสนียะ
๔. ภิกษอยู่ในเสนาสนะป่าเป็นที่เปลี่ยวไม่เป็นไข้ รับของเคี้ยวของฉันที่ทายกไม่ได้แจ้งความให้ทราบก่อนด้วยมือของตนมาบริโภคต้องปาฏิเทสนียะ
เสขิยวัตร ๗๕
สารูปที่ ๑ มี ๒๖
๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักนุ่งให้เรียบร้อย
๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักห่มให้เรียบร้อย
๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักปิดกายด้วยดีไปในบ้าน
๔. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน
๕. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักระวังมือเท้าด้วยดีไปในบ้าน
๖. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักระวังมือเท้าด้วยดีนั่งในบ้าน
๗. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักมีตาทอดลงไปในบ้าน
๘. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักมีตาทอดลงนั่งในบ้าน
๙. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เวิกผ้าไปในบ้าน
๑๐. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน
๑๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่หัวเราะไปในบ้าน
๑๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่หัวเราะนั่งในบ้าน
๑๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน
๑๔. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน
๑๕. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่โคลงกายไปในบ้าน
๑๖. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่โคลงกายนั่งในบ้าน
๑๗. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ไกวแขนไปในบ้าน
๑๘. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน
๑๙. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน
๒๐. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน
๒๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน
๒๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน
๒๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะไปในบ้าน
๒๔. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน
๒๕. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เดินกระโหย่งเท้าไปในบ้าน
๒๖. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่นั่งรัดเข่าในบ้านฯ
โภชนปฏิสังยุตที่ ๒ มี ๓๐
๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตด้วยความเคารพ
๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร
๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
๔. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร
๕. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ
๖. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร
๗. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง
๘. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
๙. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอดลงไป
๑๐. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วยข้าวสุกเพราะอยากจะได้มาก
๑๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน
๑๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่น ด้วยคิดจะยกโทษ
๑๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก
๑๔. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม
๑๕. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก เราจักไม่อ้าปากไว้ท่า
๑๖. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเมื่อฉันอยู่ เราจักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าปาก
๑๗. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เมื่อข้าวอยู่ในปาก เราจักไม่พูด
๑๘. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก
๑๙. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว
๒๐. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
๒๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ฉันพลาง สะบัดมือพลาง
๒๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โปรยเมล็ดข้าวให้ตกลงในบาตรหรือในที่นั้นๆ
๒๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันแลบลิ้น
๒๔. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ฉันดังจับ ๆ
๒๕. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ฉันดังซูด ๆ
๒๖. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ฉันเลียมือ
๒๗. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่ฉันขอดบาตร
๒๘. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก
๒๙. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
๓๐. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทในบ้าน
ธัมมเทสนาปฏิสังยุตที่ ๓
๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีศัตราในมือ
๔. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ
๕. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมร้องเท้าไม้
๖. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมร้องเท้า
๗. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน
๘. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน
๙. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า
๑๐. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ
๑๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ
๑๒.พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเรานั่งอยู่บนแผ่นดินจักไม่แสดงธรรมแก่ตนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูง
๑๓.พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเรานั่งอยู่บนอาสนะต่ำจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูง
๑๔.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เรายืนอยู่จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่
๑๕.พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราเดินเข้าไปข้างหลังจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า
๑๖.พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราเดินไปนอกทางจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง
ปกิณณกะ ที่ ๔
๑. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราไม่เป็นไข้จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ
๒. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราไม่เป็นไข้จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะหรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว
๓. พระภิกษุสามเณรพึงทำความศึกษาว่าเราไม่เป็นไข้จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะหรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 20 กรกฏาคม 2010 เวลา 07:42 น.)

















